Posted 5 Aug 2026 14:43 | 14 views

เวลาเลือกหุ่นยนต์อุตสาหกรรม หลายคนมักโฟกัสที่สเปคของ "แขนกล" เป็นหลัก เช่น payload รัศมีการทำงาน หรือความแม่นยำในการทำซ้ำ (repeatability) แต่สิ่งที่กำหนดว่าหุ่นยนต์ตัวนั้นจะทำงานได้ลื่นไหล แม่นยำ และปลอดภัยแค่ไหนในสถานการณ์จริง กลับอยู่ที่ "สมอง" ที่ควบคุมมันมากกว่า ระบบควบคุมนี้เองที่ตัดสินว่าหุ่นยนต์จะสั่นหรือนิ่ง จะเรียนรู้แรงกดได้ไวแค่ไหน และจะเชื่อมต่อเข้ากับสายการผลิตเดิมได้ง่ายหรือยาก
ในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก xCore ระบบควบคุมที่ ROKAE Robotics พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นแกนหลักที่ทำให้หุ่นยนต์ ROKAE ทั้งสายอุตสาหกรรมและ cobot ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเทคโนโลยีย่อยที่อยู่เบื้องหลัง และเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับโรงงานในไทย
xCore คือระบบควบคุมหุ่นยนต์ (control system) ที่ ROKAE พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด ถือครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยอิสระ ไม่ได้พึ่งพาแพลตฟอร์มควบคุมจากผู้ผลิตรายอื่น จุดที่ทำให้ xCore แตกต่างจากระบบควบคุมทั่วไปคือการออกแบบให้เป็น "แพลตฟอร์มเดียวที่ใช้ได้กับหุ่นยนต์หลายประเภท" ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบ 6 แกน, cobot (หุ่นยนต์ร่วมงานกับมนุษย์), ไปจนถึงหุ่นยนต์ embodied AI รุ่นใหม่ของบริษัท
ความสามารถนี้ทำให้ ROKAE จัดอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตหุ่นยนต์ไม่กี่รายที่พัฒนาระบบควบคุมได้ในระดับที่ทัดเทียมกับแบรนด์ชั้นนำของโลก และยังเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ ROKAE Robotics เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ภายใต้รหัส 03752.HK ในฐานะบริษัทแรกที่จดทะเบียนในฮ่องกงซึ่งมีผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์อัจฉริยะครบทุกกลุ่ม
ROKAE ออกแบบ xCore ให้ประกอบด้วยเทคโนโลยีย่อย 6 กลุ่มที่ทำงานร่วมกัน แต่ละกลุ่มแก้ปัญหาคนละจุดของการควบคุมหุ่นยนต์

ใช้เทคนิคระงับการสั่นสะเทือนทั้งระบบ (global vibration suppression) แทนการแก้ปัญหาทีละแกนแบบวิธีดั้งเดิม ช่วยลดการสั่นและอาการสั่นที่ปลายแขนกลได้ในทุกท่าทางการทำงาน ในงานเชื่อม (welding) พบว่าช่วยลดการสั่นและ jitter ที่หัวเชื่อมได้มากกว่า 80% ทำให้รอยเชื่อมมีคุณภาพสม่ำเสมอแม้ทำงานที่ความเร็วสูง ส่วนในงานที่ต้องการรอบการทำงานสั้น เช่น การใส่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ROKAE ทำรอบการทำงานได้เร็วถึง 13.5 วินาทีต่อชิ้น หรือคิดเป็นกำลังผลิตสูงสุดประมาณ 8,500 ชิ้นต่อชั่วโมง และในงานหยิบจับถาด PCB ทำได้ถึง 12 ชิ้นต่อนาที
ใช้การวางแผนเส้นทางที่ไม่ขึ้นกับความเร็ว (velocity-independent path planning) ทำให้เส้นทางที่สอนไว้ตรงกับเส้นทางที่หุ่นยนต์เคลื่อนที่จริง พร้อมอัลกอริทึมชดเชยความคลาดเคลื่อนเชิงกลที่พัฒนาขึ้นเอง เมื่อใช้ร่วมกับ OptiMotion จะได้ทั้งความเร็วและความแม่นยำในงานที่ต้องควบคุมเส้นทางอย่างเข้มงวด เช่น การเคลือบกาว การหยิบจับวัสดุ และการขัดผิวชิ้นงาน
อาศัยเซนเซอร์วัดแรงบิด (torque sensor) ความละเอียดสูงที่ข้อต่อ ทำให้ cobot ของ ROKAE มีแรงต้านขณะจับมือสอนงาน (direct teaching) ต่ำกว่าระบบทั่วไปมาก ช่วยให้พนักงานที่ไม่มีพื้นฐานเขียนโปรแกรมก็สอนงานหุ่นยนต์ได้เอง ในงานที่ต้องควบคุมแรงกดสม่ำเสมอ เช่น การขัดผิวชิ้นงานที่มีรูปทรงซับซ้อน xCore รักษาความแม่นยำของแรงกดแบบไดนามิกได้ในระดับต่ำกว่า 2 นิวตัน
ใช้แบบจำลองพลศาสตร์ (dynamic model) ที่แม่นยำในการตรวจจับการชน ทำให้ตอบสนองไวและแม่นยำกว่าระบบเดิม พร้อมฟังก์ชันกำแพงเสมือน (dynamic virtual wall) ที่กำหนดขอบเขตการทำงานได้ยืดหยุ่น ช่วยรักษาตำแหน่งจุดศูนย์ของข้อต่อ (joint zero point) และยืดอายุการใช้งานของหุ่นยนต์ในงานที่มีความเสี่ยงชนสูง เช่น การจัดเรียงพาเลท (palletizing)
รองรับการทำงานร่วมกับรางเลื่อนเชิงเส้น (linear guide) และระบบติดตามสายพานลำเลียงผ่านกล้องหรือเซนเซอร์แสง ช่วยขยายพื้นที่ทำงานของหุ่นยนต์ให้กว้างขึ้น เหมาะกับงานจัดเรียงพาเลทและงานเชื่อมที่ต้องเคลื่อนที่ตามชิ้นงานบนสายพาน
ให้อินเทอร์เฟซแบบเรียลไทม์ที่ความถี่สูงถึง 1 kHz รองรับภาษาโปรแกรม C++, C#, Python และ Java พร้อมชุดคำสั่งที่ครอบคลุม ทำให้ทีมวิศวกรของโรงงานสามารถพัฒนาโปรแกรมเฉพาะทางเพื่อรองรับงานอัตโนมัติที่ซับซ้อนหรือปรับแต่งเฉพาะไลน์การผลิตได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ผลิตในทุกขั้นตอน
xCore ทำงานผ่านตู้ควบคุม (controller) ตระกูล XBC5 ของ ROKAE เช่นรุ่น XBC5 (Titanite) และ XBC5E โดยตัวหุ่นยนต์ที่ใช้ระบบนี้ เช่น ซีรีส์ xMate CR ออกแบบบนกรอบการควบคุมแบบผสมแรง-ตำแหน่ง (force-position hybrid) ร่วมกับ xCore ตารางด้านล่างสรุปสเปคหลักที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานจริงในโรงงาน
| รายการ | รายละเอียด |
| ระดับการป้องกันฝุ่น/น้ำของตัวหุ่นยนต์ | IP67 |
| มาตรฐานความปลอดภัยฟังก์ชัน | ISO 13849-1:2015 ระดับ PL d / Category 3 (รับรองโดย TÜV) |
| โปรโตคอลสื่อสารที่รองรับ | Profinet, EtherNet/IP, TCP/IP และอื่น ๆ |
| ความแม่นยำการควบคุมแรงแบบไดนามิก | คลาดเคลื่อนต่ำกว่า 2 นิวตัน |
| ความถี่อินเทอร์เฟซเรียลไทม์สำหรับพัฒนาต่อยอด | สูงสุด 1 kHz |
| ภาษาโปรแกรมที่รองรับ | C++, C#, Python, Java |
| ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานร่วมกัน | RokaeStudio / Robot Assist และ teach pendant รุ่น xPad2 |
สำหรับโรงงานในไทยที่กำลังพิจารณาลงทุนระบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โลหะการ หรือแม้แต่งานบริการทางการแพทย์ การที่หุ่นยนต์ใช้ระบบควบคุมแพลตฟอร์มเดียวกันทั้งสายผลิตภัณฑ์มีข้อดีที่จับต้องได้หลายด้าน
ลดต้นทุนการฝึกอบรมทีมงาน — วิศวกรที่คุ้นเคยกับ xCore ในหุ่นยนต์รุ่นหนึ่ง สามารถทำงานกับหุ่นยนต์รุ่นอื่นในสายผลิตภัณฑ์ ROKAE ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้ระบบใหม่ทั้งหมด
ขยายไลน์การผลิตได้ง่ายขึ้น — เมื่อธุรกิจเติบโตและต้องเพิ่มหุ่นยนต์ประเภทอื่น เช่น จาก cobot ไปสู่หุ่นยนต์อุตสาหกรรมน้ำหนักมาก การเชื่อมต่อและโปรแกรมยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน
รองรับงานที่ต้องควบคุมแรงละเอียด — เหมาะกับงานขัดผิว การประกอบชิ้นส่วนที่มีความคลาดเคลื่อนต่ำ และงานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างปลอดภัย
เปิดทางต่อยอดเฉพาะทาง — ทีมวิศวกรภายในสามารถพัฒนาโปรแกรมเชื่อมต่อกับระบบ MES หรือ ERP ของโรงงานได้เองผ่านอินเทอร์เฟซที่เปิดกว้าง